Multitasking คืออะไร สกิลที่ช่วยให้งานเดิน หรือทำลายสมาธิ

April 16, 2026

ใช้เวลาอ่าน 4 นาที

Multitasking คืออะไร สกิลที่ช่วยให้งานเดิน หรือทำลายสมาธิ

โพสใน

ในยุคที่ทุกอย่างต้องแข่งขันกับเวลา การตอบแชทลูกค้าไปพร้อมกับพิมพ์รายงาน หรือกินข้าวกลางวันไปพร้อมกับนั่งฟังประชุมออนไลน์ ดูเหมือนจะเป็นภาพจำของ “คนทำงานเก่ง” ที่ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าทุกวินาที พฤติกรรมเหล่านี้เรียกว่า Multitasking ซึ่งกลายมาเป็นสกิลที่หลายคนพยายามฝึกฝนเพื่อเอาตัวรอดจากกองงานที่ท่วมท้น แต่คำถามที่น่าสนใจคือ การบังคับให้สมองทำหลายอย่างพร้อมกันแบบนี้ ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นจริง ๆ หรือกำลังบ่อนทำลายสมาธิของเรากันแน่ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบว่า Multitasking คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และควรจัดการอย่างไรไม่ให้งานพัง

Multitasking คืออะไร

Multitasking คือพฤติกรรมการทำสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปในเวลาเดียวกัน หรือการสลับสับเปลี่ยนความสนใจระหว่างงานหลาย ๆ ชิ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในความเป็นจริง สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ประมวลผลงานที่ต้องใช้ความคิดพร้อมกันหลายงาน สิ่งที่เราคิดว่ากำลัง “ทำพร้อมกัน” แท้จริงแล้วคือการที่สมองกำลัง “สลับโหมด” ไปมาอย่างรวดเร็วต่างหาก

กระบวนการสลับสวิตช์ในสมองนี้ แม้จะใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็ดึงพลังงานไปมหาศาล ยิ่งสลับบ่อย สมองยิ่งล้า นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่ชอบทำ Multitasking มักจะรู้สึกเหนื่อยเพลียตอนเลิกงานมากกว่าคนที่นั่งโฟกัสทำทีละอย่างจนเสร็จ

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Multitasking

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Multitasking

การทำความเข้าใจว่า Multitasking คือดาบสองคม จะช่วยให้เราเลือกใช้งานสกิลนี้ได้อย่างเหมาะสม

ข้อดีของการทำงานแบบ Multitasking

  • จัดการงานเล็ก ๆ ได้ไวขึ้น: เหมาะกับงานที่ไม่ต้องใช้สมองคิดวิเคราะห์มาก (Routine Tasks) เช่น การเซ็นเอกสารระหว่างรอพริ้นต์งาน หรือการจัดโต๊ะทำงานระหว่างคุยโทรศัพท์ ช่วยให้รู้สึกว่าไม่ได้ปล่อยเวลาทิ้งไปเปล่า ๆ
  • เพิ่มความยืดหยุ่น: ในบางสายอาชีพที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินตลอดเวลา เช่น ฝ่ายซัพพอร์ตลูกค้า หรือออร์แกไนเซอร์ การสลับไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

ข้อเสียของการทำงานแบบ Multitasking

  • ลดประสิทธิภาพและคุณภาพงาน: เมื่อความสนใจถูกแบ่งออกไป โอกาสเกิดข้อผิดพลาด (Human Error) ย่อมสูงขึ้น ข้อมูลบางอย่างอาจตกหล่นเพราะสมองไม่สามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดได้
  • ใช้เวลานานกว่าเดิม: ทุกครั้งที่ละสายตาจากงานหนึ่งไปทำอีกงานหนึ่ง สมองต้องใช้เวลาในการ “รื้อฟื้น” สมาธิเพื่อกลับมาทำงานเดิม ทำให้รวม ๆ แล้วใช้เวลานานกว่าการทำทีละอย่างให้จบ
  • บั่นทอนความคิดสร้างสรรค์: ไอเดียเจ๋ง ๆ มักเกิดจากสภาวะการจดจ่ออย่างลึกซึ้ง (Deep Work) การถูกขัดจังหวะด้วยงานยิบย่อยตลอดเวลาจะทำให้สมองคิดอะไรไม่ออกและตื้อไปในที่สุด

งานประเภทไหนที่ไม่ควรใช้เทคนิค Multitasking

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการทำ Multitasking กับกลุ่มงานเหล่านี้

  • งานที่ต้องการความแม่นยำสูง: เช่น การทำบัญชี การวิเคราะห์ตัวเลข หรือการเขียนโค้ดโปรแกรม เพราะการพิมพ์ผิดเพียงตัวเดียวอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงได้
  • งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เชิงลึก: เช่น การเขียนบทความ การวางแผนกลยุทธ์การตลาด หรือการออกแบบกราฟิก งานเหล่านี้ต้องการการดำดิ่งลงไปในรายละเอียด หากสลับไปตอบแชท ไอเดียที่กำลังแล่นอาจหายไปทันที
  • งานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย: เช่น การขับรถ การควบคุมเครื่องจักร หรือแม้แต่การเดินข้ามถนน ไม่ควรนำงานอื่นมาแทรกเด็ดขาด
  • การประชุมหรือการเจรจาสำคัญ: การก้มหน้าพิมพ์งานอื่นระหว่างที่คนอื่นกำลังพูด นอกจากจะทำให้จับใจความสำคัญไม่ได้แล้ว ยังดูไม่เป็นมืออาชีพอีกด้วย

ทริคเด็ดจัดการงาน หากต้องทำงานแบบ Multitasking

ทริคเด็ดจัดการงาน หากต้องทำงานแบบ Multitasking

แม้จะรู้ว่ามีข้อเสีย แต่ในความเป็นจริงของโลกการทำงาน บางครั้งตำแหน่งหน้าที่ก็บังคับให้เราหลีกเลี่ยง Multitasking ไม่ได้ หากต้องสวมวิญญาณปลาหมึกจริง ๆ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้เพื่อประคองไม่ให้งานพัง

1. จัดกลุ่มงานที่คล้ายกันไว้ทำพร้อมกัน

เทคนิคนี้เรียกว่า “Task Batching” คือการมัดรวมงานที่มีลักษณะคล้ายกันไว้ทำในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น กำหนดช่วงเวลาตอบอีเมลและเช็กแชทงานแค่วันละ 2 รอบ (เช้า-บ่าย) แทนที่จะสลับไปตอบทุกครั้งที่มีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา วิธีนี้ช่วยให้สมองไม่ต้องเปลี่ยนโหมดไปมาบ่อย ๆ

2. ใช้ To-Do List ลำดับความสำคัญของงาน

จดรายการสิ่งที่ต้องทำลงบนกระดาษหรือแอปพลิเคชัน แล้วใช้ตาราง Eisenhower Matrix เพื่อแยกงานออกเป็น 4 กลุ่ม (สำคัญ-ด่วน, สำคัญ-ไม่ด่วน, ไม่สำคัญ-ด่วน, ไม่สำคัญ-ไม่ด่วน) เลือกโฟกัสจัดการงานที่ “สำคัญและด่วน” เป็นอันดับแรก เพื่อลดความลนลานเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่ง

3. ใช้เทคนิค Time Blocking แบ่งเวลาชัดเจน

แบ่งเวลาการทำงานในแต่ละวันออกเป็น “บล็อก” เช่น บล็อก 9.00-11.00 น. สำหรับการเขียนโปรเจกต์ (งดรับสาย) บล็อก 13.00-14.00 น. สำหรับการประชุม การล็อกเวลาแบบนี้จะช่วยบังคับให้เราทำทีละอย่างได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

4. กำหนดเวลาโฟกัสและพักสมองให้สมดุล

ลองใช้เทคนิค Pomodoro คือการตั้งเวลาโฟกัสทำงานต่อเนื่อง 25 นาที โดยไม่ทำอย่างอื่นเลย แล้วพักสมอง 5 นาที (ลุกเดิน ดื่มน้ำ ยืดเส้น) เมื่อทำครบ 4 รอบให้พักยาว 15-30 นาที การพักเป็นระยะจะช่วยให้สมองไม่โอเวอร์โหลดและรักษาประสิทธิภาพไว้ได้ตลอดวัน

5. ปิดแจ้งเตือนชั่วคราวในช่วงที่ต้องการโฟกัส

สิ่งรบกวนหลักของคนยุคนี้คือเสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟน ลองเปิดโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) ปิดเสียง หรือคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงในช่วงที่ต้องการสมาธิขั้นสุด เมื่อสมองไม่ต้องคอยพะวงกับเสียงแจ้งเตือน ไอเดียดี ๆ ก็จะพรั่งพรูออกมาอย่างเต็มศักยภาพ

ทำงานหลายอย่างพร้อมกันต้องไม่ปวดหลัง เลือกเก้าอี้จาก Siam Okamura

การต้องนั่งปั่นงานหลายโปรเจกต์พร้อมกัน ความเครียดและตึงเครียดของกล้ามเนื้อย่อมมีมากกว่าปกติ หากสรีระไม่ได้รับการรองรับที่ดี อาการปวดหลัง ปวดบ่า และออฟฟิศซินโดรมจะตามมาหลอกหลอนอย่างแน่นอน เก้าอี้ทำงาน จึงเป็นไอเทมสำคัญที่คนทำงานยุคนี้ต้องใส่ใจ

การเลือกใช้เก้าอี้ Ergonomic ที่มีคุณภาพคือการดูแลสุขภาพในระยะยาว Siam Okamura นำเสนอเก้าอี้สำนักงานมาตรฐานญี่ปุ่นที่ออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตสรีระของคนทำงานโดยเฉพาะ โดยมีให้เลือกหลากหลายรุ่นเพื่อตอบโจทย์ทุกสไตล์การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นยอดนิยมอย่าง Sylphy ที่สามารถปรับความโค้งของพนักพิงให้โอบรับแผ่นหลังของแต่ละคนได้อย่างพอดิบพอดี หรือรุ่นพรีเมียมอย่าง Contessa II ที่มาพร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะ Smart Operation ให้คุณปรับที่นั่งได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัสจากที่พักแขน รวมไปถึงรุ่นสไตล์มินิมอลอย่าง Cynara ที่น้ำหนักเบาแต่ยังคงหลักสรีรศาสตร์ไว้อย่างครบถ้วน

เมื่อร่างกายรู้สึกสบาย ไม่ปวดเมื่อย สมองก็จะปลอดโปร่ง มีสมาธิโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ยาวนานขึ้น ไม่ว่าจะต้องสลับไปทำกี่งานก็ยังรับมือไหว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Single-tasking ดีกว่า Multitasking หรือไม่

โดยส่วนใหญ่แล้ว การทำทีละอย่าง (Single-tasking) ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ทั้งในแง่ของคุณภาพงาน ความรวดเร็ว และความสบายใจ เพราะสมองได้ดึงศักยภาพออกมาใช้อย่างเต็มที่กับเรื่องเดียว ไม่ต้องสูญเสียพลังงานไปกับการสลับความสนใจ

การทำ Multitasking บ่อย ๆ ส่งผลเสียต่อสมองจริงหรือ

การสลับงานบ่อยทำให้สมองใช้พลังงานมากขึ้น อาจเกิดความล้าและลดความสามารถในการจดจำในระยะสั้น หากทำต่อเนื่องโดยไม่พักก็มีผลต่อสมาธิในระยะยาว

คนเราสามารถโฟกัสงานแบบ Multitasking ได้สูงสุดกี่งาน

โดยทั่วไปสมองไม่ได้โฟกัสหลายงานพร้อมกันจริง แต่เป็นการสลับไปมา ยิ่งสลับมากยิ่งเสียเวลา ดังนั้นควรจำกัดจำนวนงานที่ทำพร้อมกันให้น้อยที่สุด

สรุปบทความ

การทำหลายอย่างพร้อมกัน หรือ Multitasking อาจดูเหมือนได้ปริมาณงานที่มาก แต่หากแลกมาด้วยความผิดพลาด ความเครียด และงานที่ต้องกลับมาตามแก้ ย่อมไม่คุ้มค่าในระยะยาว เคล็ดลับของการทำงานให้รุ่งไม่ใช่การทำทุกอย่างในเวลาเดียวกัน แต่คือการรู้จักจัดลำดับความสำคัญ โฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เต็มที่ และอนุญาตให้สมองได้พักผ่อนอย่างเหมาะสม เพื่อให้พร้อมสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจเก้าอี้ทำงานคุณภาพดี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2661-5474-9 อีเมล webcontact@th.okamura.com หรือ Official Store ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำต่าง ๆ เช่น Shopee และ Lazada

Latest posts

SEE ALL