January 20, 2026
ใช้เวลาอ่าน 5 นาที
ในการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน การมีสินค้าหรือบริการที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะความต้องการของผู้คนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปัญหาทางธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น องค์กรต่าง ๆ จึงพยายามมองหาเครื่องมือหรือกระบวนการคิดรูปแบบใหม่เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ซึ่งหนึ่งในแนวคิดที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายคือ Design Thinking แนวคิดนี้เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของทีมงาน ให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่โดนใจผู้ใช้งานจริง ๆ ได้
Design Thinking หรือ กระบวนการคิดเชิงออกแบบ คือกระบวนการทำความเข้าใจปัญหาของผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง (Human-Centered) เพื่อนำมาสร้างสรรค์แนวทางแก้ไขปัญหาใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์และใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกแบบความสวยงามภายนอก แต่เป็นเรื่องของ “วิธีคิด” ที่เป็นระบบ โดยผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์และมุมมองทางธุรกิจเข้าด้วยกัน
หัวใจหลักของ Design Thinking ไม่ได้เริ่มจากสมมติฐานของคนในห้องประชุม แต่เริ่มจากการออกไปทำความเข้าใจคนที่เป็นผู้ใช้งานจริง ๆ ว่าเขามีปัญหาอะไร รู้สึกอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่องค์กรจะสร้างขึ้นมานั้น จะเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการและช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ตรงจุด

โลกธุรกิจทุกวันนี้หมุนเร็วกว่าเดิมมาก คู่แข่งใหม่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็คาดเดายากขึ้น การทำงานแบบเดิมที่เน้นวางแผนยาว ๆ แล้วค่อยลงมือทำอาจไม่เพียงพอ Design Thinking เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ เพราะกระบวนการนี้เน้นการทดสอบสมมติฐานเร็ว ล้มเหลวให้เร็ว เพื่อเรียนรู้และปรับปรุงให้ดีขึ้นก่อนที่จะลงทุนมหาศาล
นอกจากนี้ การใช้ Design Thinking ยังช่วยทลายกำแพงระหว่างแผนก เพราะต้องอาศัยการระดมสมองจากคนหลายฝ่าย ทำให้เกิดมุมมองที่หลากหลาย ซึ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างนวัตกรรมที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
การนำ Design Thinking มาปรับใช้ในองค์กร ไม่ได้ให้ผลดีแค่ตัวสินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อวัฒนธรรมองค์กรในภาพรวม ดังนี้

เพื่อให้เห็นภาพการนำไปใช้งานจริง เราสามารถอ้างอิงโมเดลจาก d.school ของมหาวิทยาลัย Stanford ที่แบ่งกระบวนการ Design Thinking ออกเป็น 5 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) ทีมงานต้องถอดหมวกของตัวเองออก แล้วสวมหมวกของผู้ใช้งาน ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ สังเกตพฤติกรรม หรือลองใช้ชีวิตแบบเขา เพื่อค้นหาว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง อะไรคือความลำบากที่เขาเจอ หรือสิ่งที่เขาปรารถนาแต่ยังไม่มีใครตอบสนองได้ ข้อมูลเชิงลึกตรงนี้จะเป็นรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาโซลูชันต่อไป
เมื่อได้ข้อมูลมหาศาลจากขั้นตอนแรก เราต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ กลั่นกรอง เพื่อระบุปัญหาให้ชัดเจน (Problem Statement) ว่าเรากำลังจะแก้ปัญหาอะไร ให้กับใคร และทำไมสิ่งนั้นถึงสำคัญ การกำหนดโจทย์ที่ชัดเจนเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรก ถ้าติดถูก กระบวนการ Design Thinking ในขั้นต่อไปก็จะไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่หลงทาง
เมื่อรู้โจทย์ชัดแล้ว ก็ถึงเวลาปล่อยของ ขั้นตอนนี้คือการระดมไอเดียให้ได้มากที่สุด โดยไม่มีการปิดกั้นหรือด่วนตัดสินว่าไอเดียไหนดีหรือไม่ดี เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพในช่วงแรก เพื่อเปิดโอกาสให้ความคิดแปลกใหม่ หรือความคิดที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ได้ถูกนำเสนอออกมา เทคนิคที่นิยมใช้คือ Brainstorming หรือการตั้งคำถามว่า “จะเป็นอย่างไรถ้า…” เพื่อขยายกรอบความคิดเดิม ๆ ออกไป
อย่าปล่อยให้ไอเดียอยู่แค่ในกระดาษ ขั้นตอน Prototype คือการแปลงไอเดียให้เป็นรูปร่างที่จับต้องได้ ไม่จำเป็นต้องสวยงามหรือสมบูรณ์แบบ อาจจะเป็นการวาดภาพจำลอง โมเดลกระดาษ หรือแอปพลิเคชันหน้าตาคร่าว ๆ เป้าหมายคือทำให้ออกมาเร็วที่สุดและประหยัดที่สุด เพื่อให้คนในทีมและผู้ใช้งานเห็นภาพตรงกันว่าไอเดียนี้หน้าตาเป็นอย่างไร ทำงานอย่างไร
ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำต้นแบบไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายจริง เพื่อรับฟัง Feedback ทั้งคำติและคำชม แล้วนำข้อมูลที่ได้กลับมาปรับปรุงแก้ไข การทดสอบในกระบวนการ Design Thinking ไม่ได้ทำเพื่อยืนยันว่าเราถูก แต่ทำเพื่อเรียนรู้ว่าเราพลาดตรงไหน ยิ่งเจอจุดพลาดเร็วเท่าไหร่ เรายิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จเร็วขึ้นเท่านั้น
นอกจากโมเดล 5 ขั้นตอนของ Stanford แล้ว ยังมีอีกโมเดลที่ได้รับความนิยมมากคือ “Double Diamond” หรือโมเดลเพชรคู่ จาก UK Design Council ซึ่งแบ่งกระบวนการออกเป็น 4 ส่วนหลัก คือ Discover (ค้นหา), Define (ระบุ), Develop (พัฒนา) และ Deliver (ส่งมอบ)
โมเดลนี้เน้นเรื่องการ “คิดขยาย” (Divergent Thinking) เพื่อหาความเป็นไปได้ให้มากที่สุด แล้วค่อย “คิดรวบ” (Convergent Thinking) เพื่อสรุปและเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ทำสลับกันไปจนได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ โมเดลนี้ช่วยให้การทำ Design Thinking มีโครงสร้างที่ชัดเจน เหมาะกับการบริหารจัดการโครงการที่มีความซับซ้อน
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบพื้นที่ทำงาน การผลักดัน Design Thinking ให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระบวนการหรือเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ “สภาพแวดล้อม” คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรม การสื่อสาร และการต่อยอดไอเดีย พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะ แลกเปลี่ยน และทดลองสิ่งใหม่ จะช่วยให้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าการนั่งทำงานแยกส่วนอยู่หลังโต๊ะของตัวเอง
หัวใจของออฟฟิศที่เอื้อต่อ Design Thinking คือการออกแบบพื้นที่เปิด (Open Space) ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน พร้อมมีโซนสำหรับระดมสมองและทำเวิร์กช็อปที่ใช้งานได้ทันที การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่เคลื่อนย้ายง่าย ปรับรูปแบบได้หลากหลาย เช่น โต๊ะที่จัดกลุ่มได้รวดเร็ว หรือไวท์บอร์ดแบบล้อเลื่อน จะช่วยให้การประชุมกลุ่มย่อย การทดลองไอเดีย และการทำงานข้ามทีมเป็นไปอย่างลื่นไหล ไม่สะดุดอยู่แค่ข้อจำกัดของพื้นที่
แนวคิดเหล่านี้คือสิ่งที่ Siam Okamura ใช้เป็นกรอบในการออกแบบพื้นที่ทำงานมาโดยตลอด เราเชื่อว่าออฟฟิศที่ดีควรเป็นมากกว่าสถานที่นั่งทำงาน แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้คิด ทดลอง แลกเปลี่ยน และต่อยอดไอเดียได้จริง ทีมงานของเราจึงมุ่งพัฒนาโซลูชันพื้นที่และเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน ตั้งแต่การออกแบบผัง ไปจนถึงโต๊ะทำงานและเก้าอี้ออฟฟิศ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์ และสนับสนุนการทำงานเชิงนวัตกรรมขององค์กรในระยะยาว
Design Thinking เหมาะกับทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ตอัป องค์กรขนาดใหญ่ ภาครัฐ หรือภาคการศึกษา เพราะแก่นของมันคือการแก้ปัญหา ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะขายสินค้า บริการ หรือทำงานเพื่อสังคม ตราบใดที่มี “ผู้ใช้งาน” หรือ “ลูกค้า” คุณก็สามารถใช้กระบวนการนี้เพื่อพัฒนาสิ่งที่ส่งมอบให้ดีขึ้นได้
อุปสรรคใหญ่มักเกิดจาก “วัฒนธรรมความกลัว” กลัวความล้มเหลว กลัวเสียหน้า ทำให้ไม่กล้าเสนอไอเดียใหม่ ๆ หรือไม่กล้าทำ Prototype ออกมาทดสอบ อีกข้อคือการยึดติดกับความคิดตัวเอง (Ego) มากกว่าการฟังเสียงของผู้ใช้งาน รวมถึงการขาดการสนับสนุนจากผู้บริหารที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบทันที โดยไม่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้จากการทดลอง
Double Diamond เป็นหนึ่งใน “รูปแบบ” หรือ Framework ของการทำ Design Thinking โดย Design Thinking เป็นคำเรียกรวม ๆ ของแนวคิด แต่ Double Diamond คือแผนภาพที่ช่วยอธิบายกระบวนการคิดนั้นให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในรูปแบบของการขยายและบีบกรอบความคิด ดังนั้นทั้งสองอย่างนี้คือเรื่องเดียวกัน เพียงแต่นำเสนอผ่านโมเดลที่ต่างกันเล็กน้อย
Design Thinking เป็นกระบวนการบ่มเพาะวิธีคิดและวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นอันดับแรก การนำแนวคิดนี้มาใช้จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่น เข้าใจลูกค้า และสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง การเริ่มต้นอาจดูยาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าต่อการลงทุนลงแรงอย่างแน่นอน
สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานให้สอดคล้องกับ Design Thinking การเริ่มจาก “สภาพแวดล้อม” คือจุดตั้งต้นที่สำคัญ Siam Okamura พร้อมเป็นที่ปรึกษาในการสร้างสรรค์พื้นที่ทำงานที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และการต่อยอดไอเดียอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนออกแบบออฟฟิศสำนักงานใหม่ตั้งแต่ต้น หรือการรีโนเวทออฟฟิศเพื่อปรับพื้นที่เดิมให้ตอบโจทย์การทำงานยุคปัจจุบัน เราให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์การใช้งานจริง วางผังพื้นที่ ไปจนถึงการพัฒนาโซลูชันและเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สอดคล้องกับแนวคิดขององค์กร เพื่อเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นพื้นที่ที่ใช้งานได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2661-5474-9 หรืออีเมล webcontact@th.okamura.com